วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดารเคราะห์


(Milky Way) ของเรามากกว่าร้อยละ 97 ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและมีมวลไม่เกิน 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ตามขีดจำกัดของจันทรเสกขาร์ (Chandrasekhar limit) ถูกคาดว่าจะสิ้นสุดชีวิตในสภาพ “ดาวแคระขาว”อันเป็นซากดาวที่มีขนาดประมาณใกล้เคียงกับโลกแต่มีความหนาแน่นสูงกว่ามาก ดวงอาทิตย์ของเราก็ถูกทำนายว่าจะกลายเป็นดาวแคระขาวในอีกไม่เร็วไปกว่า 5 พันล้านปีข้างหน้า จนกระทั่งบัดนี้ ดาวแคระขาวที่ถูกค้นพบแล้วล้วนมีชั้นบรรยากาศที่อุดมไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน(hydrogen)หรือฮีเลียม(helium) แต่เหนือความคาดหมาย
ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวแคระขาวชนิดใหม่ ที่ชั้นบรรยากาศกลับอุดมไปด้วยคาร์บอนส่วนก๊าซไฮโดรเจนหรือฮีเลียมนั้นกลับมีน้อยนิด “ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่ามันจะมีจริง” Patrick Dufour จากมหาวิทยาลัยแห่งอริโซนา(University of Arizona) เมือง Tucson, สหรัฐอเมริกากล่าว “มันจะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการอธิบายให้ได้ว่าพวกมันกำเนิดมาได้อย่างไร” ประมาณร้อยละ 80 ของดาวแคระขาวทั้งหมดถูกเชื่อว่ามีก๊าซไฮโดรเจนเป็นก๊าซส่วนใหญ่ในชั้นบรรยากาศ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 เป็นดาวแคระขาวที่มีก๊าซฮีเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนดาวแคระขาวบรรยากาศอุดมด้วยคาร์บอนชนิดนี้คิดว่ามีไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของดาวแคระขาวทั้งหมด จนถึงทุกวันนี้ จากผลการสังเกตการณ์ ณ หอสังเกตการณ์ Apache Point ในมลรัฐนิวเมกซิโก(New Mexico) สหรัฐอเมริกา คณะนักวิจัยพบดาวแคระขาวชนิดนี้เพียง 8 ดวง Dufour อธิบายเพิ่มเติมว่า “มันจะมีมากกว่านี้อีก” ดาวแคระขาวทั้งหมดก่อตัวหลังจากดาวฤกษ์สูญเสียมวลไปมากกว่าร้อยละ 85 ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในระยะนี้บางครั้งดาวแคระขาวจำนวนน้อยอาจสูญเสียก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียม
“ผลลัพธ์ที่ได้ เราเห็นแกนกลางดาวฤกษ์ อันเป็นแหล่งที่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน คาร์บอนที่เราเห็นก็คือ “เถ้าถ่าน” หรือผลผลิตจากการหลอมนิวเคลียสฮีเลียม(helium) จนกลายเป็นคาร์บอน ครั้งหนึ่งภายในแกนกลางของดาวฤกษ์ดวงนี้ ดาวแคระขาววิวัฒนาการต่อมาจากดาวฤกษ์ที่มีมวลไม่พอจะระเบิดตัวเองเป็นซูเปอร์โนวา(supernova) ในขั้นสุดท้ายของชีวิต นักวิจัยชี้ว่าดาวแคระขาวที่มีคาร์บอนโดดเด่นในชั้นบรรยากาศกำเนิดจากดาวฤกษ์ที่เข้าใกล้ขีดจำกัดที่ค่า 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ เพื่อศึกษาปริศนาดาวแคระขาวชนิดใหม่ Dufour และคณะวางแผนในการมุ่งศึกษาดาวแคระขาวชนิดนี้ 8 ดวงที่ถูกค้นพบ ด้วยโทรทรรศน์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น “ความเกี่ยวพันที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การเคารพต่อวิวัฒนาการของดาวฤกษ์” Dufour กล่าว “ถ้าดาวเหล่านั้นเป็นผลมาจากวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มีมวลเข้าใกล้ขีดจำดัดก่อนการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา พวกมันสามารถช่วยสอนเรามากมายเกี่ยวกับการวิวัฒน์ของดาวฤกษ์และความตายของมัน”ที่มาAdapted from www.space.com : New Type of Dying Star Discovered By Charles Q. Choi Adapted by g4836379@student.mahidol.ac.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น